รัฐบาล คือองค์การที่มีอำนาจในการออกและบังคับใช้กฎหมาย สำหรับดินแดนหนึ่งๆ นิยามที่ชัดเจนของรัฐบาลนั้นมีอยู่หลายนิยาม ในกรณีทั่วไป รัฐบาล คือผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง กล่าวคือมีอำนาจในการบริหารจัดการเหนือพื้นที่ใดๆ หรือเหนือกลุ่มคนนโยบายลดความยากจนในรัฐบาลปัจจุบัน
นโยบายลดความยากจนในสมัยรัฐบาลทักษิณ (18 ก.พ. พ.ศ. 2544 -
ปัจจุบัน) ที่สำคัญซึ่งกำลังดำเนินการในปัจจุบัน 6 โครงการ
ได้แก่
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ธนาคารประชาชน โครงการการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกร
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
และโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทักษิณ
เป็นแหล่งเงินทุนให้กับหมู่บ้านและชุมชนเมือง
เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ
สร้างงาน สร้างรายได้ และด้านสวัสดิการสังคม โดยรัฐบาลจะให้เงิน
สนับสนุน
กองทุนๆ ละ 1 ล้านบาท โดยมีชาวบ้านเป็น
ผู้บริหารและควบคุมดูแลในการจัดการเงินกองทุนเอง
การจัดตั้งกองทุน
หมู่บ้านจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหาร กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงาน
พร้อมทั้งแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน
ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ
เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการจัดตั้ง
กองทุนหมู่บ้านจากทางฝ่ายราชการ
ส่วนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองจะต้องจัดตั้งกองทุนและจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการ
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน
15 คน ซึ่งคณะกรรมการอาจจะประกอบด้วยตัวแทนกลุ่ม
องค์กรประชาชน
และประชาชนในหมู่บ้าน หรือชุมชน พร้อมทั้งจัดทำระเบียบข้อบังคับ
หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกองทุนหมู่บ้าน รับสมัครสมาชิก ระดมทุน จัดทำระบบบัญชี
จัดทำระบบตรวจสอบ มอบหมายภารกิจและความรับผิดชอบ
แล้วจึงขอขึ้นทะเบียนกองทุนหมู่บ้าน
หรือชุมชนเมืองกับธนาคารออมสิน
หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
เพื่อเปิดบัญชีกับธนาคารสำหรับขอรับ
เงินกองทุน 1 ล้านบาท จากคณะกรรมการ
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
แต่ก่อนที่จะได้รับเงินสนับสนุน
กองทุนหมู่บ้านจะต้องถูกประเมินความพร้อมจาก
คณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ได้แก่
- การคัดเลือกคณะกรรมการกองทุน
- คุณสมบัติของคณะกรรมการกองทุน
- ความรู้
ประสบการณ์และความมั่นใจในการบริหารกองทุนของคณะกรรมการกองทุน
-
ระเบียบข้อบังคับในการดำเนินการกองทุน
-
การมีส่วนร่วมของชาวบ้านหรือสมาชิกในการจัดการกองทุน
-
การปฏิบัติของสมาชิกตามระเบียบและข้อบังคับของกองทุน
-
การเปิดบัญชีเงินฝากของกองทุน
การประเมินความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านจะแบ่งกองทุนหมู่บ้านออกเป็น
3 ประเภท คือ กลุ่มที่มีความพร้อม
กลุ่มที่ต้องปรับปรุง
และกลุ่มที่ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
กลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วเป็นกลุ่มที่ผ่านการประเมินในประเด็นทั้งหมดข้างต้น
และพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมให้กู้แก่สมาชิกได้ทันที
ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มที่ยังมีข้อบกพร่อง
ซึ่งจะต้องทำการแก้ไข
ปรับปรุงเพื่อเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมต่อไป
การดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ในขณะนี้ได้ผ่าน
ขั้นตอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
แห่งชาติ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2544
เงินกองทุนหมู่บ้านจะเริ่มลงหมู่บ้านครั้งแรกในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.
2544
นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองคือ
"โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์"
เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า
โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่
และการบริหารจัดการเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้า
เครือข่ายและอินเตอร์เน็ต
ผลการดำเนินงานนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในปัจจุบัน
(26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) สรุปได้ดังนี้
1.
การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ได้ไปขอขึ้นทะเบียนเพื่อจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองแล้ว จำนวน
74,215
กองทุน คิดเป็นร้อยละ 98.23 ของหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมาย 75,547
กองทุน
2. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้รับการอนุมัติและจัดสรรโอนเงินแล้ว
73,941 กองทุน คิดเป็น ร้อยละ 97.87 ของหมู่บ้าน
และชุมชนเป้าหมาย (75,547)
กองทุน โดยแยกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 71,247 กองทุน และกองทุนชุมชนเมือง 2,694
กองทุน
3. การเบิกจ่ายเงินกองทุน
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก เพื่อนำไปพัฒนา อาชีพ
สร้างงาน สร้างรายได้
ลดรายจ่าย และบรรเทาเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแล้ว จำนวน
5,931,564 ราย รวมเป็นเงิน 78,613.24 ล้านบาท
วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินกองทุน จำแนกได้ดังนี้
(1)
การเกษตรร้อยละ 71.91
(2) ค้าขายร้อยละ 16.33
(3) อุตสาหกรรมร้อยละ
4.08
(4) การบริการร้อยละ 3.99
(5) บรรเทาเหตุฉุกเฉินร้อยละ 1.96
(6)
กิจกรรมกลุ่มร้อยละ 1.50
(7) อื่น ๆ ร้อยละ 0.23
การชำระคืนเงินกู้
พบว่าสมาชิกกองทุนที่ขอกู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
เพื่อไปลงทุนในการประกอบกิจกรรม
ซึ่งส่วนใหญ่ กำหนดให้มีการชำระคืนภายใน 1 ปี
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้บางส่วนจะยังไม่ถึงกำหนดชำระคืน
สมาชิกกองทุน
ต่างก็เริ่มทยอยในการส่งคืนเงินกู้แล้ว โดยมีการชำระคืนเงินต้น
จำนวน 2,469,324 ราย รวมเป็นเงิน 5,190.83 ล้านบาท
และดอกเบี้ย จำนวน 2,391,494
ราย รวมเป็นเงิน 1,031.76 ล้านบาท
จากการติดตามประเมินผลการส่งคืนเงินของผู้กู้
โดยกรมการพัฒนาชุมชนพบว่าสมาชิกที่ครบกำหนดชำระคืนเงินงวด
สามารถ
นำเงินงวดมาส่งชำระกับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านครบตามกำหนดทุกครั้งร้อยละ
89.1 โดยร้อยละ 70.7 ชำระคืนครั้งเดียว
หมด และอีกร้อยละ 29.3 ชำระคืนเป็นงวดๆ ทั้งนี้ ร้อยละ 10
ของผู้กู้ส่งคืนตรงตามกำหนดเวลาเป็นครั้งคราวมีเพียงร้อยละ
1
เท่านั้นที่ไม่สามารถ ส่งคืนเงินได้ตามกำหนดเวลา
สำหรับแหล่งเงินที่นำมาชำระคืนส่วนใหญ่ร้อยละ 63
ได้จากอาชีพที่กู้ ที่เหลือจะนำมาจากเงินสะสมในครอบครัวร้อยละ
19.1
เงินจากรายได้อื่นของครอบครัวร้อยละ 10.1
และกู้จากแหล่งอื่นมาชำระคืนอีกร้อยละ 7
นโยบายการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา
3 ปี
โครงการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
เป็นโครงการที่ดำเนินงานผ่านระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
จุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนให้กับเกษตรกรรายย่อย
ให้เกษตรกรรายย่อย
สามารถมีเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น
ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการโครงการ
พักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร
โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา
ธ.ก.ส.
ใช้วิธีการลงพื้นที่เรียกประชุมกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส.
เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่
ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วม
โครงการจะต้องมีหนี้เงินกู้ ไม่เกิน 100,000 บาท ณ
วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544
ไม่รวมหนี้เงินกู้ที่เกิดจากโครงการ
สินเชื่อตามนโยบายรัฐและไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้)
และต้องแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.
2544
โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือก ที่จะรับความช่วยเหลือได้ 2
แนวทาง คือ แนวทางที่หนึ่ง เกษตรกรขอพักชำระหนี้
แนวทางที่สอง
เกษตรกรขอลดภาระหนี้สิน ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้
แนวทางที่ 1 ขอพักชำระหนี้
เกษตรกรรายย่อยที่ขอพักชำระหนี้จะได้รับการพักชำระเงินต้นและ ดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา
3 ปี
จาก ธ.ก.ส. (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 - 31 มี.ค. พ.ศ. 2547)
โดยในส่วนของดอกเบี้ยที่เกษตรกรจะต้องจ่ายในช่วงเวลา
การพักชำระหนี้รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระจ่ายดอกเบี้ยให้กับ
ธ.ก.ส.
เมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้เกษตรกรจะต้องชำระเงินต้น
และดอกเบี้ยในอัตราเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ
เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่มีสิทธิกู้เงินเพิ่มจาก ธ.ก.ส.
ได้อีก
ตลอดระยะเวลา 3 ปี
แต่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรภายใต้
"โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรภายหลัง
การพักชำระหนี้"
โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เกษตรกรที่เข้าร่วม
โครงการจะต้องจัดทำแผน
การออมเงินตามกำลังความสามารถของตนเองกับ ธ.ก.ส.
ให้สอดคล้องกับโครงการฟื้นฟูอาชีพหลังการพักชำระหนี้เพื่อป้องกัน
การใช้เงินโดยไม่เหมาะสมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัวและสมาชิก
หากเกษตรกรรายย่อยต้องการออกจาก
โครงการพักชำระหนี้เพื่อเปลี่ยนไปขอรับความช่วยเหลือในรูปแบบการขอลดภาระหนี้สินได้
โดยมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรรายนั้น
จะต้องอยู่ในโครงการพักชำระหนี้มาไม่น้อยกว่า 1
ปี
นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
เพิ่มจากอัตราปกติที่
ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝาก ไม่เกินรายละ 50,000 บาท
บทลงโทษสำหรับเกษตรกร
ที่ไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของโครงการพักชำระหนี้คือจะถูกให้ออกจากโครงการและต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่
ธ.ก.ส.
ตามเกณฑ์ลูกค้าชั้น B บวกด้วยเบี้ยปรับอีกร้อยละ 3 ต่อปี
แนวทางที่ 2 ขอลดภาระหนี้
เกษตรกรรายย่อยที่เลือกรับความช่วยเหลือนี้จะได้รับการชดเชยอัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาล
ในอัตราร้อยละ
3 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 - 31 มี.ค. พ.ศ. 2547)
กล่าวคือ รัฐบาลจะช่วยเกษตรกร
จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส. ตัวอย่างเช่น
ลูกค้าชั้น AAA จะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราปกติร้อยละ 8 ต่อปี เหลือร้อยละ
5
ต่อปี เป็นต้น เกษตรกร
ที่ขอลดภาระหนี้มีสิทธิที่จะขอกู้เงินเพิ่มใหม่ได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
กู้ฉุกเฉินพิเศษ
ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท
นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มจากอัตราปกติ
ที่
ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝากไม่เกินรายละ 50,000 บาท
แต่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้จะไม่สามารถ
เปลี่ยนการรับความช่วยเหลือเป็นการขอพักชำระหนี้ได้ในภายหลังเพื่อเป็นการป้องกันเกษตรกรที่มีเจตนาไม่สุจริตซึ่งจะเป็นภาระ
แก่รัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณและควบคุม
ดูแลในกรณีที่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
จะถูกให้ออกจากโครงการ
และเสียดอกเบี้ยตามเกณฑ์ โครงสร้างดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส.
ในการดำเนินนโยบายพักชำระหนี้
และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยรัฐบาลได้ตั้งเงินงบประมาณ
ในการดำเนินการในปีงบประมาณ 2544 จำนวน 6,000
ล้านบาท
เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรรายย่อยให้แก่ ธ.ก.ส. ในปีแรก
จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในหลักเกณฑ์
การได้รับการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ทั้งประเทศ
2,379,788 ราย หรือร้อยละ 83 ของเกษตรกรทั้งหมดที่เป็นลูกหนี้ของ
ธ.ก.ส.
รวมเป็นวงเงิน 94,056 ล้านบาท
จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ผ่าน
ธ.ก.ส.
ตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปัจจุบัน (30 พฤษภาคม พ.ศ. 2544) มีจำนวน
1,754,295 คน คิดเป็นร้อยละ 73.72
ของเกษตรกร
รายย่อยทั้งหมดที่เข้าข่ายการได้รับความช่วยเหลือ
ในจำนวนเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการแบ่งเป็นเกษตรกรที่ขอพักชำระหนี้
845,631 ราย
เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้สิน 908,664 ราย
ธนาคารประชาชน
โครงการธนาคารประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบัน
เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น
ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปประกอบอาชีพ
ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกำหนดให้จัดตั้งโครงการ
ธนาคารคนจนขึ้น
เพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย
โดยการให้บริการด้าน
การออมทรัพย์
บริการด้านสินเชื่อที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากในวงเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็น
ตลอดจนบริการด้านการเงินในรูปแบบ
อื่นๆ ตามความต้องการ
นอกจากนี้ยังจัดให้มีบริการให้การฝึกอบรมที่จำเป็น
ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเงิน
อาชีพ และด้านอื่น ๆ
เป็นพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของโครงการธนาคารประชาชนด้วย
ผู้ที่จะขอกู้เงินกับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย
ผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ
ใดๆ
แต่ต้องมีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถสมัครเข้าโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25
มิถุนายน พ.ศ. 2544 โดยเปิดบัญชีเงินฝาก
ประเภทเผื่อเรียกในชื่อผู้สมัคร 1 บัญชี
ลูกค้าสามารถ ขอกู้เงินได้หลังจากที่มีเงินฝากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2
เดือน
แต่สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากอยู่กับธนาคารออมสินอยู่ก่อนแล้ว (มากกว่า 2
เดือน) สามารถกู้เงินได้ทันจำนวนเงินกู้ธนาคาร
จะให้กู้ตามวงเงินที่ต้องใช้จริง
ที่จะนำไปประกอบอาชีพและตามความสามารถที่ลูกค้าสามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้
โดยวงเงินกู้ปีแรก
ไม่เกิน 15,000 บาท วงเงินกู้ครั้งต่อไปไม่เกินรายละ 30,000 บาท
ในกรณีที่ลูกค้าขอกู้เงินมากกว่า 30,000
บาท ให้ใช้หลักทรัพย์ตามที่ธนาคารกำหนด
โดยธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน
การกู้เงินจากโครงการ
ธนาคารประชาชนจะต้องมีหลักทรัพย์
หรือบุคคลที่เข้าร่วมโครงการค้ำประกัน 2 คน หรือข้าราชการ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ค้ำประกัน
การผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลาไม่เกิน 13
งวด
โดยวิธีหักจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร
สิทธิพิเศษของผู้ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จะได้รับการประกันอุบัติเหตุในวงเงินไม่เกิน
100,000
บาท ทั้งนี้ธนาคารออมสินได้เริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารประชาชน เมื่อวันที่ 25
มิถุนายน พ.ศ. 2544
สรุปข้อมูลธนาคารประชาชน
ภาค การรับสมาชิก
สมาชิกรวม สมาชิกที่ขอกู้
ราย เงินฝาก
(บาท) ราย ร้อยละของสมาชิกรวม
กทม.
+ ปริมณฑล 106,593 209,325,900.17 93,440 87.66
ภาคกลาง 107,030 277,758,626.72 83,049 77.59
ภาคเหนือ 97,675 315,866,544.99 92,044 94.23
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 153,879 468,477,656.20 127,509 82.86
ภาคใต้ 72,154 209,397,537.57 60,693 84.12
รวม 537,331 1,480,826,265.65 456,735 85.00
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย
(http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
ภาค การอนุมัติสินเชื่อ
ราย จำนวนเงิน (บาท) ร้อยละ
ของสมาชิกรวม ของสมาชิกที่ขอกู้
กทม. +
ปริมณฑล 79,372 1,219,331,809.00 74.46 84.94
ภาคกลาง 74,714 1,215,554,854.00 69.81 89.96
ภาคเหนือ 84,565 1,432,518,748.00 86.58 91.87
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 110,589 1,825,358,720.00 71.87 86.73
ภาคใต้ 55,897 919,179,472.00 77.47 92.10
รวม 405,137 6,611,943,603.00 75.40 88.70
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย
(http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
ภาค สินเชื่อคงเหลือ ชำระคืน
(บาท)
ราย เงิน
(บาท)
กทม.
+ ปริมณฑล 61,551 587,424,105.20 631,907,703.80
ภาคกลาง 56,270 570,769,601.63 644,785,252.37
ภาคเหนือ 56,529 727,475,937.75 705,042,810.25
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 80,278 898,023,041.30 927,335,678.70
ภาคใต้ 42,580 569,075,401.63 450,104,070.37
รวม 297,208 3,252,768,087.51 3,359,1754,515.49
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย
(http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30
บาทรักษาทุกโรค)
เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ชาวไทยที่มีสิทธิในการได้รับการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน
มีความเท่าเทียม และทั่วถึงกัน นอกจากนี้ผู้ยากไร้
มีสิทธิ
ได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยรัฐบาลมีหลักการและเหตุผลในการเสนอนโยบายนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณาสุขของประชาชนที่ยากจนและมีรายได้
น้อย
เพราะจากข้อมูลพบว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ
60 ของยอดรวมค่าใช้จ่ายสาธารณสุขทั้งหมด
โดยโครงการประกันสุขภาพใหม่ที่ทางรัฐบาลจัดให้นี้
ประชาชนจะจ่ายค่ารักษา
พยาบาลเพียงครั้งละ 30 บาท
ประกอบกับโครงการสงเคราะห์คนยากจนและผู้มีรายได้น้อยทางด้านสาธารณสุขในอดีต
ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการบริหารจัดการและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
หลักการพื้นฐานในการดำเนินโครงการเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับและเป็นเจ้าของร่วมกัน
และประชาชน
ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรับบริการที่มีคุณภาพ
โดยในอนาคตสามารถเลือกขึ้นทะเบียนกับสถานบริการปฐมภูมิ
ิที่ตนพึงพอใจได้เอง
และสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการรับรองคุณภาพ (Quality
Accreditation)
โดยจะต้องให้
ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิเป็นสถานบริการด่านแรก (Primary care gatekeeper)
สำหรับการบริหาร-จัดการจะต้องทำ
ในลักษณะเครือข่ายทั้งระหว่างภาครัฐด้วยกันเองและภาครัฐกับเอกชน
ให้มีระบบการคลังที่สามารถ
ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว (Cost containment
system)
โดยไม่กระทบต่อคุณภาพและการเข้าถึงบริการของประชาชน
และไม่เกิดการใช้และให้บริการมากเกินความจำเป็น
รูปแบบการจ่ายเงินแก่สถานบริการต้องเป็นการจ่ายแบบปลายเปิด
และเป็นการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การดำเนินงาน
(performance related payment)
ในส่วนของสิทธิประโยชน์
และรูปแบบหรือกลไกการจ่ายเงินแก่ผู้ให้บริการจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันในระบบประกันสุขภาพ
และตั้งเป้าหมายไว้ว่า
ระบบประกันสุขภาพในอนาคตจะเป็นระบบกองทุนเดียว
การดำเนินงานที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้แต่งคณะทำงานชุดต่างๆ
รวมทั้งสิ้น 10 คณะ เพื่อทำการศึกษารายละเอียด
ขั้นตอน วิธีการ
ขององค์ประกอบที่เป็นปัจจัยนำเข้าสู่ระบบการดำเนินการ
และได้มีการออกระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยการสร้าง
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี พ.ศ. 2544 ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์
เงื่อนไข
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการดำเนินการนำร่องใน 6 จังหวัด
โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพที่มีบทบาทหน้าที่
ในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการดำเนินงานในด้านต่างๆ
ตลอดจนการควบคุม กำกับติดตามและประเมินผล
การดำเนินงาน
และระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการสร้างหลักประกันสุขภาพ ฉบับที่ 3
กำหนดให้มีคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพจังหวัด
มีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพของพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบาย
และแผนด้านสุขภาพของประเทศ
จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการพัฒนาสุขภาพในพื้นที่
กำหนดหลักเกณฑ์
และจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพให้แก่หน่วย เครือข่ายบริการ
ตามกรอบนโยบายที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ
ส่วนกลางกำหนด โดยระเบียบฯ ฉบับที่
3 นี้
ได้ยุบรวมผู้มีสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสวัสดิการประชาชน
ด้านการรักษาพยาบาล
ผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินอุดหนุนโครงการรักษาพยาบาลผู้มีรายได้น้อย
และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล
และบุคคลผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยบัตรประกันสุขภาพ
ให้เข้าสู่การคุ้มครองตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ
โดยเริ่มต้นโครงการนำร่องในพื้นที่ 6 จังหวัดแรก ในวันที่ 1
เมษายน พ.ศ. 2544 ได้แก่ พะเยา ยโสธร ปทุมธานี นครสวรรค์
สมุทรสาคร และยะลา
ภายใต้ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี พ.ศ. 2544
และระเบียบ
เงินอุดหนุนโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใน 6 จังหวัด
ซึ่งเดิม 6 จังหวัดนี้ได้ดำเนินการภายใต้โครงการเงินกู้
เพื่อการลงทุนทางสังคม
(SIP) และในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ได้ขยายพื้นที่การดำเนินการออกไปอีก 15
จังหวัด ได้แก่
นนทบุรี สระบุรี สระแก้ว เพชรบุรี นครราชสีมา สุรินทร์
หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุโขทัย แพร่ เชียงใหม่
ภูเก็ต
และนราธิวาส ซึ่งในโครงการระยะที่ 2 นี้
ดำเนินงานภายใต้ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ
พ.ศ. 2544
ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน
ได้ขยายการดำเนินการครอบคลุมไปยังทุกจังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร 13
เขต
โดยมีการยุบและเลิกบัตร สปร.
แล้วเปลี่ยนเป็นบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้ายกเว้นค่าธรรมเนียม (ตามระเบียบฯ ฉบับที่
3)
และมีคำสั่งยุติการขายบัตรประกันสุขภาพ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม
พ.ศ. 2544 (ตามระเบียบฯ ฉบับที่ 3)
แต่จะสามารถใช้ได้ต่อไปจนกว่าบัตรจะหมดอายุ
การดำเนินการในระยะที่ 3 นี้ถือว่าเป็นการยุบรวมโครงการที่ดำเนินการ
ระยะที่ 1 -
2 เข้ามาสู่ระบบเดียวกัน
ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว
ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (War Room)
เพื่อทำหน้าที่
ในการตัดสินใจในการดำเนินการต่างๆ การปรับปรุงนโยบาย โครงสร้าง
ระบบการทำงาน ระบบงบประมาณ ระเบียบ
คำสั่ง
และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สอดคล้องกันเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป
และควบคุมกำกับ
การดำเนินงานตามแผนงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในภาพรวม
และพิจารณาข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์
ที่จะเผยแพร่
แก่สาธารณชนทราบและเข้าใจเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นอกจากนี้
ยังได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน (Call center)
เพื่อให้คำแนะนำตลอดจนแก้ไขปัญหาในการใช้บริการ
ให้กับประชาชนทางโทรศัพท์
และมีแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อทำหน้าที่ในการ
ให้ข้อเสนอแนะและคำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี
ในด้านนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ในด้านต่างๆ
ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ที่เกี่ยวข้องขึ้นอีก 7 ชุดด้วยกัน
การให้บริการที่ผ่านมาได้ให้บริการแก่ประชาชนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่อาศัยอยู่จริง
ในพื้นที่ที่โครงการกำลังดำเนินการอยู่
และไปขอขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อให้หน่วยงานออกบัตร
ประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองและกำหนดโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเป็นโรงพยาบาลประจำ
ครอบครัว
โดยในแต่ละครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่กำหนดจะเสียค่าใช้จ่าย 30
บาท ยกเว้นการรับบริการ
ส่งเสริม สุขภาพ การป้องกันโรคและการควบคุมโรค
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี)
ผู้ถือบัตร
ประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าสามารถไปใช้สถานพยาบาลอื่นได้
แต่ต้องแจ้งสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรภายใน 72 ชั่วโมง หรือ
3
วันเพื่อให้โรงพยาบาล ประจำไปรับมารักษา และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
หากไม่มีการแจ้งตามระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว
ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดชอบ
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง
คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการนำร่องเป็นวงเงินทั้งสิ้น
399,791,700 บาท โดยให้จ่ายจาก
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี พ.ศ. 2544
โดยการจัดสรรงบประมาณจะต้องจัดสรรแบบเหมาจ่ายต่อหัวตามจำนวน
การขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิ์ที่เป็นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ที่จังหวัดส่งให้สำนักงานประกันสุขภาพตรวจสอบความถูกต้อง
โดยกำหนด
อัตราเหมาจ่ายรายหัว 477 บาทต่อปี
งบประมาณในระยะที่ 2
มีการศึกษาต้นทุนต่อคนในการจัดบริการและพบว่าต้นทุนการจัดบริการอยู่ที่ 1,202
บาทต่อคนต่อปี
โดยในปี งบประมาณ พ.ศ. 2545
รัฐได้จัดสรรงบเพื่อดำเนินงานตามโครงการฯ จำนวน 54,160 ล้านบาท
ต่อมาคณะกรรมการ
พิจารณา
ต้นทุนอัตราเหมาจ่ายรายหัวประชากรในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ได้เสนอตัวเลขงบเหมาจ่ายไว้ที่ 1,414
บาทต่อคน ทำให้คาดว่าในปี พ.ศ. 2546
ต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นในโครงการ 63,630 ล้านบาท เพิ่มจากปี พ.ศ. 2545
จำนวน
9,470 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานในช่วงสามเดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
มีบัตรที่มีปัญหาซ้ำซ้อนมากกว่าร้อยละ 10 แต่ค่อยๆ ลดลง
เหลือประมาณร้อยละ 7 ใน
3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2545 โดยมีสาเหตุจาก
ผู้มีสิทธิ์ต้องการรักษาสิทธิ์หลายอย่างเนื่องจาก
ไม่มีสิทธิ์ใดที่ดีกว่าสิทธิ์อื่นในทุกด้าน
นอกจากนี้การออกบัตรโดยพึ่งทะเบียนราษฎร์เป็นหลัก
ทำให้ยังมีปัญหาการเข้าไม่ถึง
กลุ่มคนจนที่สุด กลุ่มเร่ร่อนและย้ายถิ่น
ชาวเกาะและชาวเล
หรือแม้กระทั่งผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองที่ไม่มีบัตรประชาชน
และยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความถูกต้องในเรื่องสัญชาติ
การดำเนินการใน 75
จังหวัดในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
พบว่าอัตราการมารับบริการของผู้ป่วยนอก
ที่โรงพยาบาลชุมชนเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัวจาก
1.1 ครั้งต่อคนต่อปี (ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2544) เป็น
2.3
ครั้งต่อคนต่อปี สำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพิ่มจาก 2.5 ครั้งต่อคนต่อปี เป็น 2.8
ครั้งต่อคนต่อปี ในขณะที่อัตราการรับ
ผู้ป่วยในมีประมาณร้อยละ 11 ซึ่ง
ใกล้เคียงกับปีก่อน
การบริหารจัดการในส่วนกลางมีปัญหาเนื่องจากการให้อำนาจบริหารโครงการฯ
แบบเบ็ดเสร็จแก่ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข
ทำให้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
ถูกผลักดันแยกจากโครงการอื่นๆ
ซึ่งผู้บริหารดังกล่าวไม่ได้มีอำนาจในโครงการอื่นๆ
มีผลทำให้การร่าง
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีทิศทางไม่ชัดเจนตามไปด้วย
และยังทำให้ภาพรวมของสถานพยาบาล
ขาดเอกภาพ เพราะผู้ให้บริการรายอื่นๆ
ที่ไม่ใช่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเกรงว่าอำนาจการบริหารที่กระทรวงฯ
มีเหนือโครงการฯ
จะกลายเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ปกป้องผลประโยชน์ทั้งทางการเงินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ของกระทรวงฯ
นอกจากนี้การรับเป็นนายทะเบียนฐานข้อมูลประชากรในระยะเริ่มต้นของกระทรวงสาธารณสุขทำให้มีปัญหาในเรื่องการจัดการ
ค่อนข้างมาก
ตลอดจนระเบียบแนวทางปฏิบัติเรื่องการเงินและบัญชียังขาดความชัดเจน
และการขาดการจัดการที่เป็นระบบของ
กองทุน ที่เก็บสมทบไว้ ส่วนกลาง ได้แก่
เงินที่หักสำหรับจ่ายกรณีค่าบริการทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
และกรณีฉุกเฉิน
นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับการดำเนินงานโครงการในปี
พ.ศ. 2546 และสุดท้าย
การให้สถานพยาบาลเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน
อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ได้
ปัญหาที่พบในการบริหารจัดการในส่วนภูมิภาค คือ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลเครือข่ายยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ
ตลอดจนความพร้อมในเรื่องฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมาย
ปัญหาอื่นๆ คือ
ประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขในการใช้บริการโครงการ
ทำให้มีการข้าม
ขั้นตอนการใช้บริการมาก
และประเด็นเรื่องคุณภาพของการให้บริการที่หลายฝ่ายระบุว่าโครงการ 30
บาทรักษาทุกโรค
เป็นโครงการ ชั้นสาม
ซึ่งอาจจะชักนำให้มาตรฐานของโรงพยาบาลของรัฐลดต่ำลงในอนาคต
จุดเด่นในการบริหารโครงการในส่วนกลาง ได้แก่
การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ
ตลอดจนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติหลักประกัน
สุขภาพถ้วนหน้า (War room)
มีความรวดเร็ว เพราะไม่ต้องผ่านกลไกปกติของราชการ
ประการต่อมาการบริหารโครงการฯ
แยกจากโครงการประกันสังคมและโครงการสวัสดิการข้าราชการตั้งแต่ในระยะแรก
มีส่วนช่วยให้โครงการนี้ดำเนินการไปได้
อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้โดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
โดยไม่ต้องผ่านสาธารณสุข
จังหวัด
ทำให้ข้อมูลเดินทางเข้าสู่ส่วนกลางได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม
และสุดท้ายการที่ส่วนกลางให้ความสำคัญกับสิทธิ
และการร้องเรียนของประชาชนมากขึ้น
นับเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในระบบบริการสาธารณสุข
จุดเด่นในการบริหารจัดการในส่วนภูมิภาค ได้แก่
การสร้างความร่วมมือกันระหว่างสถานีอนามัยและโรงพยาบาล
ในเรื่องการวางแผน
การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาศักยภาพของสถานีอนามัย
จากระบบการให้โรงพยาบาลต่างๆ
ถือเงินของสถานีอนามัยในพื้นที่
รับผิดชอบของโรงพยาบาล
มีผลให้สถานีอนามัยหลายแห่งมีคุณภาพการให้บริการที่สูงขึ้น
และทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้น
ซึ่งในหลายพื้นที่ทำให้โรงพยาบาลมีภาระผู้ป่วยนอกลดลง
ประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ได้แก่
ควรให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกโรงพยาบาลเองหรือไม่
และจะมีแนวทางการจัดการ
งบประมาณเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างไรในอนาคต
นอกจากนี้ควรรวมกองทุนหลักประกันสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน
ให้เป็นกองทุนเดียวกันหรือแยกกันบริหารดังเช่นในปัจจุบัน
และจะกำหนดบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในระยะยาวอย่างไร
ตลอดจนประเด็นการผูกเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ไว้กับยอดเหมาจ่ายในการรักษาพยาบาลมีความเหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังไม่มีจุดยืนที่แน่ชัดระหว่างการต้องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เป็น
"สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทย"
กับการเป็น "โครงการช่วยเหลือคนจน"
(ข้อมูลส่วนใหญ่รวบรวมจากรายงานวิจัยเรื่อง
การติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ "30 บาทรักษาทุกโรค"
ของกระทรวงสาธารณสุข
โดย วิโรจน์ ณ ระนอง และ ผศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และคณะ (2545) และ
รายงานผลการดำเนินงาน
สร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนไทยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 โดยสำนักงานประกันสุขภาพ
(2545)
โครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
เป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่มาจากท้องถิ่น
ให้ชุมชนสามารถ
ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งจากภายในและภายนอกประเทศจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น
เพื่อสร้างงาน
และสร้างรายได้ขึ้นภายในท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อีกทางหนึ่ง
โดยรัฐจะให้การสนับสนุนในเรื่องความรู้
ู้สมัยใหม่
การบริหารจัดการและเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนเพื่อจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งได้กำหนดระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (กอ.นตผ.) พ.ศ. 2544 โดยมี
นายปองพล อดิเรกสาร
รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ กอ.นตผ.
การจัดกลไกการบริหารโครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.)
เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์
และแผนแม่บทในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์
ดีเด่นของตำบล
และสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย
ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตั้ง
คณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 9
ชุด
ขั้นตอนการบริหารเริ่มจากในระดับตำบล (อบต./ท้องถิ่น)
จะชี้แจงแนวคิด
และจัดประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล
ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
วัตถุดิบในท้องถิ่น และแผนชุมชน เพื่อเสนอให้กับระดับอำเภอ
ซึ่งในระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ
(นตผ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ)
จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นตำบลต่างๆ ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
ตลอดจนบูรณาการแผนและงบประมาณ
เพื่อให้การสนับสนุน ในขณะที่ระดับจังหวัด
(นตผ.จังหวัด) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับอำเภอต่างๆ ของจังหวัด
และบูรณาการ
แผนและงบประมาณ โดยในส่วนกลาง (กอ.นตผ.)
จะทำหน้าที่หลักในการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่น
ของตำบล
และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชีให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์และแผนแม่บท
การดำเนินงานที่ผ่านมา
มีผลิตภัณฑ์ดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือกโดยผ่านกระบวนการประชาคมในระดับตำบลจำนวน
6,358 ผลิตภัณฑ์
ซึ่งในจำนวนนี้
ถูกคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับจังหวัดจำนวน 925 ผลิตภัณฑ์
และมีผลิตภัณฑ์ที่จะประกาศขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ จำนวน
461 รายการ นอกจากนี้มีการบูรณาการบัญชีผลิตภัณฑ์เด่นของหน่วยงานต่างๆ
ซึ่งมีหลายหน่วยงาน
ดำเนินการให้เป็นบัญชีหลักเพียงบัญชีเดียว
ยอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนก่อนเริ่มนโยบายหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
ระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ. 2544 มีจำนวน 216 ล้านบาท
ภายหลังการดำเนินโครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
แล้วปรากฏว่ามียอดจำหน่ายระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ. 2545
รวม 23,987 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการรายได้
ในปี พ.ศ. 2545
ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 10,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 219.94 ของประมาณการรายได้ปี
พ.ศ. 2545 และมีรายได้
จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2546
มีจำนวน 7,236 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับมาตรฐาน
เช่น มาตรฐาน อย. มอก.
ฮาลาล ฯลฯ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545 มีจำนวน 4,065 ผลิตภัณฑ์
ในส่วนของการเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ
ได้มีการจัดทำเว็บไซด์ไทยตำบลดอทคอมขึ้น
ซึ่งได้ดำเนินการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ
กอ.นตผ. ไว้ในเว็บไซด์ดังกล่าว รวมทั้งนำข้อมูลของกลุ่มอาชีพ
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ที่ได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จากตำบลต่างๆ
เข้าระบบแล้วจำนวน 5,054 ตำบล
จำนวนสินค้าที่เข้าระบบจำนวน 16,797 รายการ
และสินค้าที่ดำเนินการเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้วมีจำนวน 1,181
รายการ
ในปี พ.ศ. 2546
มีเป้าหมายที่จะขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ นตผ. ที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น อย.
มอก. ฮาลาล และอื่นๆ
จำนวนไม่น้อยกว่า 3,500 ผลิตภัณฑ์ จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่
จำนวน 6,358 ผลิตภัณฑ์
และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้รับคัดเลือก
เป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นในจังหวัดเพิ่มเป็น
1,500 ผลิตภัณฑ์ จากเดิม 925 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับชาติ
ให้เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 750
ผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่ประกาศขึ้นบัญชีแล้ว 461 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้จะยกระดับผลิตภัณฑ์ดีเด่น
ตามกลุ่มสินค้า 6 ประเภท ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอ จักสานและเส้นใยพืช อาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
เครื่องปั้นดินเผา
ศิลปหัตถกรรมและสุราแช่ และกลุ่มศิลปวัฒนธรรมและสถานที่บริการ
โดยจะส่งเข้าประกวด นตผ. ดีเด่นระดับจังหวัด และระดับ
ประเทศ
นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มช่องทางด้านการตลาดให้มีแหล่งรวมและกระจายสินค้า นตผ.
ระดับภาค จำนวน 6 แห่ง และสร้าง
เครือข่ายด้านการตลาด จังหวัดละ 1 เครือข่าย รวม
75 เครือข่าย นอกจากนี้จะจัดให้มีช่องทางการตลาดในสถานที่อื่นๆ
เช่น
ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ปั๊มน้ำมัน และสถานศึกษา จำนวน 18,000
แห่ง
นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้แก่ผู้นำชุมชนจำนวน
9,000 คน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการ
และการพัฒนาผลิตภัณฑ์
และส่งเสริมการเป็นวิทยากรถ่ายทอดการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชน จำนวน 6,000 คน
สำหรับการประชาสัมพันธ์และการเพิ่มช่องทางการตลาด
จะจัดระบบข้อมูลสินค้า นตผ. ทั่วประเทศ
เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์
สินค้าและบริการบนเว๊บไซต์และอีคอมเมอร์ส
จำนวนไม่น้อยกว่า 3,500 ผลิตภัณฑ์
จากยุทธศาสตร์การดำเนินการดังกล่าวในปี พ.ศ. 2546
คาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการจากโครงการ
หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
(ข้อมูลส่วนหนึ่งรวบรวมจากเว๊บไซต์ www.thairakthat.or.th
(ผลงาน 2 ปี ของพรรคไทยรักไทย))
ประเทศทุกประเทศจะต้องจัดการเรื่องระเบียบการปกครอง การบริหารงานระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อให้เกิดความสงบสุขและความสะดวกให้แก่ประชาชน รัฐจึงออกกฎหมายการปกครองออกมาใช้บังคับประชาชน
ความหมายของกฎหมายการปกครองในที่นี้ หมายถึง กฎหมายที่วางระเบียบการบริหารภายในประเทศ โดยวิธีการแบ่งอำนาจการบริหารงานตั้งแต่สูงสุดลงมาจนถึงระดับต่ำสุด เป็นการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของราชการผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร
โดยหลักทั่วไปทางวิชาการกฎหมายการปกครอง ได้จัดระเบียบการปกครองประเทศหรือที่เรียกว่า จัดระเบียบราชการบริหาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การปกครองแบบรวมอำนาจปกครอง (Centralization)
2. การปกครองแบบกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization)
การปกครองแบบรวมอำนาจปกครอง (Centralization) หมายถึง การจัดระเบียบการปกครอง โดยรวมอำนาจการปกครองทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง พนักงานเจ้าหน้าที่ในส่วนกลางและต่างจังหวัดไดรับการแต่งตั้งถอดถอนและบังคับบัญชาจากส่วนกลางเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ส่วนกลางกำหนดขึ้น เช่น การปกครองที่แบ่งส่วนราชการออกเป็น กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด เป็นต้น
การปกครองแบบกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization) หมายถึง การจัดระเบียบการ ปกครองโดยวิธีการยกฐานะท้องถิ่นหนึ่งขึ้นเป็นนิติบุคคลแล้วให้ท้องถิ่นนั้นดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระโดยการบริหารส่วนกลางจะไม่เข้ามาบังคับบัญชาใด ๆ นอกจากคอยดูแลให้ท้องถิ่นนั้นดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายในขอบเขตของกฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นเท่านั้น เช่น การปกครองของเทศบาลในจังหวัดต่าง ๆ เทศบาลกรุงเทพมหานคร หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น
กฎหมายการปกครองที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ได้ใช้รูปแบบการปกครอง ทั้งประเภทที่กล่าวมาแล้ว คือ ใช้ทั้งแบบรวมอำนาจและกระจายอำนาจ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการปฎิบัติงานของราชการ ให้มีสมรรถภาพ การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการต่างๆให้ชัดเจน เพื่อมิให้มีการปฎบัติงานที่ซ้ำซ้อนระหว่างส่วนราชการต่างๆและเพื่อให้การบริหารในระดับต่างๆมีเอกภาพสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดได้ดี
ดังนั้น รัฐบาลจึงออกกฎหมายการปกครองขึ้นมา คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และฉบับที่ 5 พ.ศ.2545และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พอสรุปดังนี้
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน คือ กติกาที่ยอมรับเป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้การบริหารราชการมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีที่มาจากแหล่งต่าง ๆ อันได้แก่ ขนบธรรม-เนียมการปกครอง รัฐธรรมนูญและความจำเป็นในการบริหารงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง
2. ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค
3. ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
[แก้ไข] การบริหารราชการส่วนกลาง
การบริหารราชการส่วนกลางหมายถึง หน่วยราชการจัดดำเนินการและบริหารโดยราชการของ ส่วนกลางที่มีอำนาจในการบริหารเพื่อสนองความต้องการของประชาชน จะมีลักษณะการปกครองแบบรวมอำนาจ หรือมีความหมายว่า เป็นการรวมอำนาจในการสั่งการ การกำหนดนโยบายการวางแผน การควบคุมตรวจสอบ และการบริหารราชการสำคัญ ๆ ไว้ที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ตามหลักการรวมอำนาจ การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง จัดแบ่งออกได้ดังนี้
1. สำนักนายกรัฐมนตรี
2. กระทรวง หรือทบวงที่มีฐานะเทียบเท่า กระทรวง
3. ทบวง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง
4. กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง
การจัดตั้ง ยุบ ยกเลิก หน่วยงาน ตามข้อ 1- 4 ดังกล่าวนี้ จะออกกฎหมายเป็น พระราชบัญญัติและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้จัดแบ่ง กระทรวง และส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง รวม 20 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธรณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม
สำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นกระทรวง อยู่ภายใต้การปกครองบังคับบัญชาของนากยรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเครี่องของนากยรัฐมนตรีในเรื่องที่เป็นหัวใจของการบิหารราชการหรือเกี่ยวกับราชการทั่วไปของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กิจการเกี่ยวกับการทำงบประมาณแผ่นดินและราชการอื่น ตามที่ได้มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือส่วนราชการซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือส่วนราชการอื่น ๆ ซึ่งมิได้อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ
สำนักนายกรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและกำหนดนโยบายของสำนักนายกรัฐมนตรีให้สอดคล้องกันนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี และจะให้มีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติก็ได้
กระทรวง หมายถึง ส่วนราชการที่แบ่งออกเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่สุด รับผิดชอบงานที่กำหนดในพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งทำหน้าที่จัดทำนโยบายและแผน กำกับ เร่งรัด และติดตามนโยบาย และแผนการปฏิบัติราชการกระทรวง จะจัดระเบียบบริหารราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายในขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กระทรวงหนึ่งๆมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและกำหนดนโยบายของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนัมัติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกระทรวง และจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้ ให้มีปลัดกระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมราชการประจะในกระทรวง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำในกระทรวงจากรับมนตรี โดยมีรองปลัดกระทรวงหรือผู้ช่วยปลัดกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งการและปฏิบัติราชการแทน การจัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้
(1) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
(2) สำนักงานปลัดกระทรวง
(3) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น เว้นแต่บางทบวงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกรมก็ได้
ทบวง เป็นหน่วยงานที่เล็กกว่ากระทรวง แต่ใหญ่กว่า กรม ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 25 ว่า ราชการส่วนใดซึ่งโดยสภาพและปริมาณของงานไม่เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นกระทรสงหรือทบวง ซึ่งเทียบเท่ากระทรวงจะจัดตั้งเป็นทบวงสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงเพื่อให้มีรัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงและมีปลัดทบวง ซึ่งรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของทบวงก็ได้และมีอำนาจหน้าที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม การจัดระเบียบราชการในทบวง มีดังนี้
(1) สำนักเลขานุการรัฐมนตรี
(2) สำนักงานปลัดทบวง
(3) กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้ส่วนราชการตาม (2) (3) มีฐานะเป็น กรม
กรม หมายถึง เป็นส่วนราชการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงหรืออาจเป็นส่วนราชการอิสระไม่สังกัดกระทรวงหรือทบวงอยู่ใต้การบังคับบัญชา ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการทรวงคนใดคนหนึ่งให้แบ่งส่วนราชการดังนี้
(1) สำนักงานเลขานุการกรม
(2) กองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้
กรมใดมีความจำเป็น จะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจาก (1) หรือ (2) ก็ได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวง หรือทบวงหรือทบวงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรมหรือตามกฏหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้น
กรมมีอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรม ให้เป็นไปตามนโยบายแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง และในกรณีที่มีกฏหมายอื่นกำหนดอำนาจหน้าที่ของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การอำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายดังกล่าวให้คำนึงถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติและแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง
ปัจจุบันมีส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงหรือทบวง มี 9 ส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม คือ สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ราชบัณฑิตยสถานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและสำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
การปฏิบัติราชการแทน อำนาจในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการใดที่ผู้ดำดงตำแหน่งใดพึงปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้ ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ปฏิบัติราชการแทนได้ดังตัวอย่าง
1. นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาจมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้รับมอบจะมอบต่อไปไม่ได้เว้นแต่ผู้ว่าราชการจัวหวัดจะมอบต่อในจังหวัด อำเภอก็ได้
การรักษาราชการแทน ผู้ที่ได้รับอำนาจจะมีอำนาจเต็มตามกฎหมายทุกประการ ตัวอย่าง
1.นายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการไม่ได้ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรักษาราชการแทน
2. ไม่มีปลัดกระทรวงหรือมี แต่มาปฏิบัติราชการไม่ได้ ให้รองปลัดฯ ข้าราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีรักษาราชการแทน
3. ไม่มีอธิบดีหรือมีแต่มาปฏิบัติราชการไม่ได้ ให้รองอธิบดี ผู้อำนวยการกองรักษาราชการแทน เป็นต้น
[แก้ไข] การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคหมายถึง หน่วยราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งได้แบ่งแยกออกไปดำเนินการจัดทำตามเขตการปกครอง โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางราชการส่วนกลาง ซึ่งได้รับแต่งตั้งออกไปประจำตามเขตการปกครองต่าง ๆ ในส่วนภูมิภาคเพื่อบริหารราชการภายใต้การบังคับบัญชาของราชการส่วนกลางโดยมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดเพราะถือเป็นเพียงการแบ่งอำนาจการปกครองออกมาจากการบริหารส่วนกลาง
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารราชการตามหลักการแบ่งอำนาจโดยส่วนกลางแบ่งอำนาจในการบริหารราชการให้แก่ภูมิภาค อันได้แก่จังหวัด มีอำนาจในการดำเนินกิจการในท้องที่แทนการบริหารราชการส่วนกลาง
ลักษณะการแบ่งอำนาจให้แก่การบริหารราชการส่วนภูมิภาค หมายถึง การมอบอำนาจในการตัดสินใจ วินิจฉัย สั่งการให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ไปประจำปฏิบัติงานในภูมิภาค เจ้าหน้าที่ในว่าในภูมิภาคให้อำนาจบังคับบัญชาของส่วนกลางโดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งถอดถอนและงบประมาณซึ่งเป็นผลให้ส่วนภูมิภาคอยู่ใการควบคุมตรวจสอบจากส่วนกลางและส่วนกลางอาจเรียกอำนาจกลับคืนเมื่อใดก็ได้
ดังนั้นในทางวิชาการเห็นว่าการปกครองราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจึงเป็นการปกครองแบบรวมอำนาจปกครอง
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น