การปกครองในสมัยกรุงธนบุรี
อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2310-2325 การปกครองในระหว่างนั้นยังคงใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
การปกครองของไทยในปัจจุบัน
ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบ ปรมิตตาญาสิทธิราชย์ มีกฎหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของประเทศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามหลักการ มีการปฏิวัติรัฐประหารยึด อำนาจ ตั้งคณะรัฐบาลและกำหนดบทบัญญัติขึ้นเอง ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพดังที่ควรจะเป็น ดังนั้น จึงเกิดเหตุการณ์ ใหญ่ขึ้นถึง 3 ครั้ง คือ
เหตุการณ์ครั้งแรก ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 มีกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านอำนาจเผด็จการ อันประกอบไปด้วยประชาชน จากทุกสาขาอาชีพ ภายใต้การนำของนิสิต นักศึกษาจากทุกสถาบัน เป็นเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองการ ปกครองของไทย เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รับรู้ เกิดความหวงแหนและร่วมกันธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต และความยากลำบากของเพื่อนร่วมชาติ
เหตุการณ์ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีนิสิตนักศึกษาและประชาชนร่วมกันปกป้องประชาธิปไตย ต่อต้านการกลับมาของกลุ่มอำนาจเก่า ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีค่ายิ่งไปเป็นจำนวนมาก
เหตุการณ์ครั้งที่สาม ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 มีกลุ่มต่อต้านอำนาจเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นอีก ผลจากการเรียกร้องในครั้งนี้ นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
สถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศ มีดังนี้
1. ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสมาชิก 2 ส่วน คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทั้งหมด และวุฒิสมาชิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามการเสนอ ขึ้นโปรดเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี
3. ฝ่ายตุลาการ คือ ศาล มีหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามบัญญัติของกฏหมาย เพื่อให้เกิดความ ยุติธรรมแก่ประชาชน ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้ศาลเป็นสถาบันอิสระจากรัฐสภาและรัฐบาล มีคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ทำหน้าที่ควบคุมการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ เพื่อให้ศาลเป็นสถาบันที่ ธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง
การปฏิรูปการเมือง การปกครอง
การปฏิรูปการเมือง การปกครอง
ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
( พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ )
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครอให้ทันสมัยตามตะวันตกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
การปฏิรูปการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ ๕
๑. การปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศจัดตั้ง " เสนาบดีสภา " ขึ้น ในพ.ศ. ๒๔๓๑ พระองค์ทรงเลือกคนที่จะมาดำรงตำแหน่งเสนาบดีมีการประชุมอบรม โดยพระองค์ทรงเป็นประธานในที่ประชุม ทรงให้คำปรึกษา แนะนำ เกี่ยวกับราชการและบัญชางานแก่เสนาบดีแบบใหม่พอควรแล้วจึงได้ทรงมีพระบรมราชโองการ ประกาศจัดตั้งกระทรวงแบบใหม่ขึ้นแทนจตุสดมภ์ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยจัดสรรอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ของแต่ละกระทรวงให้เป็นสัดส่วนทั้งหมด ๑๒ กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงนครบาล กระทรวงวัง กระทรวงเกษตรพานิชการ กระทรวงพระคลัง กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงธรรมการ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมุรธาธิการ และกระทรวงมหาดไทย
๒. การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค พระองค์ทรงจัดการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนที่สำคัญๆ ขึ้น เป็นเขตการปกครอง เรียกว่า " มณฑล " โดยมุ่งที่จะป้องกันพระราชอาณาจักร ให้พ้นจากการคุกคามจากภายนอกเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ได้ทดลองการจัดระเบียบการปกครองอย่างใหม่ ซึ่งพระองค์สนพระทัยที่จะจัดให้มีขึ้นในประเทศต่อไป โดยพระองค์ทรงเลือกบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถสูง และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ออกไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลเพื่อทำหน้าที่บัญชาการต่างพระเนตรต่างพระกรรณ กำกับว่าราชการที่ผุ้ว่าราชการและกรมการเมืองปฏิรูปอยู่ให้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฏหมาย ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และรวดเร็ว ตลอดจนดูแลทุกข์สุขของราษฎรโดยทั่วถึง
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น